กลับหน้าหลัก Sudoku.in.th โปรแกรมคำนวณผล สส บัญชีรายชื่อ

วิธีการคำนวณ สส บัญชีรายชื่อ ที่ถูกต้อง ตาม พรบ ประกอบรัฐธรรมนูญ

พร้อมการวิเคราะห์จุดที่สูตรอื่นมักจะตีความผิดพลาด

โดย ประชาชนจิตอาสา




      จากเสียงเล็กๆ ที่แทบจะไม่มีใครได้ยิน ตอนนี้ก็เริ่มมีคนรับฟังขึ้นบ้างแล้ว ขอขอบคุณ MGR Online ที่เปิดเวทีให้แสดงความคิดเห็น กฎหมายและ กติกา การเลือกตั้ง เป็นสิ่งสำคัญของประเทศ และเป็นองค์ประกอบหนึ่งของหลักประชาธิปไตย เมื่อผ่านการลงคะแนนเสียงไปแล้ว ทุกอย่างก็ควรจะเป็นไปตามกติกา ไม่ควรที่จะหาทาง ทำลายรัฐธรรมนูญ ด้วยการบิดเบือนหาช่องโหว่เพื่อเปลี่ยนแปลงกฎกติกา เอาสูตรวิธีคิดที่คิดขึ้นมาเองอย่างผิดกฎหมาย เข้าไปใส่ในกติกาการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยของประเทศ เพื่อให้ผลการเลือกตั้งเป็นไปตามที่ตนต้องการ

เปิดสูตรคำนวณปาร์ตี้ลิสต์ กกต. ก่อน ศาลรัฐธรรมนูญตีความ โดย ผู้จัดการออนไลน์

      ตอนนี้ก็ค่อนข้างเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า สูตรการคำนวณนี้เป็นสูตรที่ กกต ใช้ แต่ปัญหาใหม่ก็คือ มีการตั้งข้อสงสัยว่า สูตรนี้ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญมาตรา 91 (4) ทำให้เกิดเสียงไม่ยอมรับและกลายเป็นปัญหาใหม่ที่ คงไม่มีใครให้คำตอบกับประชาชนได้ดีไปกว่า กกต สนช หรืออาจจะถึงศาลรัฐธรรมนูญ ผมในฐานะผู้เขียนขอชี้แจงตรงนี้ว่า บทความนี้เป็นความพยายามอธิบายวิธีคิดคำนวณตามตัวบทกฎหมาย และได้ผลลัพธ์ตรงตามลักษณะที่กกต แถลงว่ามีพรรคการเมืองได้ สส มากกว่า 25 พรรค ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับฝ่ายใดทั้งสิ้น หวังว่าหลังจากการประกาศผลการเลือกตั้งแล้วจะไม่มีวิกฤตการณ์ทางการเมืองรอบใหม่เกิดขึ้นนะครับ

เพื่อให้เข้าใจง่าย ก่อนจะลงไปดูตัวบทกฎหมาย ลองมาดูวิธีคิด แบบสรุปย่อเป็นภาษาง่ายๆ กันก่อน

กรณีปกติ ไม่มี Overhang

1. เอาคะแนนรวมของทุกพรรคที่ส่ง ส.ส. บัญชีรายชื่อ หาร 500 เป็น คะแนน ส.ส. พึงมี
2. เอาคะแนน ส.ส. พึงมีไปหาร คะแนนของแต่ละพรรค เป็น จำนวน ส.ส. พึงมีของแต่ละพรรค
3. เอาจำนวน ส.ส. พึงมีไปลบกับจำนวน ส.ส. เขต เป็น จำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อของแต่ละพรรค
4. จัดสรร ส.ส. บัญชีรายชื่อตามจำนวนเต็มก่อน ถ้าไม่ครบให้ เอาเศษมาเรียงกันจากมากไปน้อย จัดสรร ส.ส. ที่เหลือให้พรรคละ 1คน จนครบ 150 คน

กรณีมี Overhang

1. เอาคะแนนรวมของทุกพรรคที่ส่ง ส.ส. บัญชีรายชื่อ หาร 500 เป็น คะแนน ส.ส. พึงมี
2. เอาคะแนน ส.ส. พึงมีไปหาร คะแนนของแต่ละพรรค เป็น จำนวน ส.ส. พึงมีของแต่ละพรรค
3. เอาจำนวน ส.ส. พึงมีไปลบกับจำนวนส.ส. เขต เป็น จำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อของแต่ละพรรค ถ้าติดลบให้ปรับเป็น 0
4. ผลรวมจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อจะมากกว่า 150 ให้เทียบบัญญัติไตรยางค์ ปรับฐาน จำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อ ของแต่ละพรรค ให้มีผลรวมเป็น 150
5. จัดสรร ส.ส.บัญชีรายชื่อตามจำนวนเต็มก่อน ถ้าไม่ครบให้ เอาเศษมาเรียงกันจากมากไปน้อย จัดสรร ส.ส. ที่เหลือให้พรรคละ 1คน จนครบ 150 คน


Overhang คือ กรณีที่มีบางพรรคได้ สส เขต มากกว่าจำนวน สส พึงมี การมี Overhang ทำให้ ผลรวมของ ค่า สส บัญชีรายชื่อของทุกพรรค มีมากกว่า 150 ซึ่งเป็นจำนวนของเก้าอี้ สส บัญชีรายชื่อในสภา ทำให้ต้องมีการเทียบบรรยัติไตรยางค์ ปรับฐานเป็น 150 ซึ่งจะทำให้ทุกพรรคมีจำนวน สส บัญชีรายชื่อ ลดลงในสัดส่วนเดียวกัน

สำหรับคนที่พอมีพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ หรือทำงานเกี่ยวกับตัวเลข อ่านดูดีๆ รอบเดียวก็น่าจะรู้แล้วว่า นี่มันเป็นวิธีแบ่งของตามอัตราส่วนแบบง่ายๆ โดยคิดตามอัตราส่วนของจำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อ ที่แต่ละพรรคมีอยู่ แปลงให้เป็นจำนวนเต็ม และจัดการกับเศษที่เหลือ เท่านั้นเอง มันเป็นวิธีที่ดูง่าย และเป็นธรรม แต่วิธีการนี้ จะเป็นวิธีที่ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ เราจะมาวิเคราะห์เทียบเคียงกับตัวบทกฎหมายต่อไป

วิธีคิดแบบอิงตามกฎหมาย


กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคำนวณ สส บัญชีรายชื่อ มี 2 ฉบับคือ
1. กฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๑
2. พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๘,๑๒๙


รธน มาตรา ๙๑ กล่าวถึงการคำนวณบางส่วน ซึ่งมีใจความตรงกับบางมาตราในกฎหมายลูก ผมจะพูดถึงในตอนท้ายบทความ
พรป มาตรา ๑๒๘ กล่าวถึงรายละเอียดในการคำนวณ ซึ่งเราจะมาวิเคราะห์กัน
พรป มาตรา ๑๒๙ เป็นการคำนวณในกรณีที่กกต ประกาศผลอย่างเป็นทางการ 95% เพื่อให้รับรองสส เพื่อเปิดสภาได้ เราจะไม่พูดถึงกฎหมายฉบับนี้นะครับ


การคำนวณตามมาตรา ๑๒๘



0. ทศนิยม 4 ตำแหน่ง

พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา า ๑๒๘ 

มาตรา ๑๒๘ ในกรณีที่มีการประกาศผลการเลือกตั้งครบทุกเขตเลือกตั้งแล้ว การคํานวณหา
จํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ
จะพึงได้รับ ให้คํานวณตามวิธีการดังต่อไปนี้ โดยในกรณีที่มีเศษให้ใช้ทศนิยมสี่ตําแหน่ง
พรบ. นี้ กำหนดให้ใช้ทศนิยม 4 ตำแหน่งในการคำนวณ

การคำนวณมีอะไรบ้าง บวก ลบ คูณ หาร การเปรียบเทียบ การเทียบอัตราส่วน ใช่การคำนวณหมดเลยนะ

ข้อความเข้าใจง่ายแบบนี้ แต่สูตรที่เหล่าผู้ทรงคุณวุฒิเสนอมา ส่วนใหญ่ก็จะผิดในจุดนี้ มักจะหยิบเอาแต่จำนวนเต็มไปใช้ ปล่อยเศษหายไปเฉยๆ



1. หาค่าผลรวมคะแนน

(๑) นําคะแนนรวมทั้งประเทศที่พรรคการเมืองทุกพรรคที่ส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อได้รับ
จากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งหารด้วยห้าร้อยอันเป็นจํานวนสมาชิกทั้งหมดของสภาผู้แทนราษฎร
ข้อนี้ก็เข้าใจง่ายเช่นกัน แต่ก็เป็นจุดที่สื่อและผู้คำนวณเกือบทุกคนพลาดกันหมด ผิดกันตั้งแต่วงเล็บแรก แต่ตอนนี้ผ่านมาหลายสัปดาห์ คงจะแก้ไขกันหมดแล้ว
ค่าที่เคยถูกใช้ผิดบ่อยๆคือ 71065.2940
ผิดเพราะเป็นผลรวมของคะแนนจากทุกพรรคหาร 500

ค่าที่ถูกต้องคือ 71057.4980 ซึ่งมาจากคะแนนรวมทั้งประเทศที่พรรคการเมืองทุกพรรคที่ส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ ถูกต้องตรงตามที่เขียนไว้ใน (๑)



2. หาค่า สส พึงมี

(๒) นําผลลัพธ์ตาม (๑) ไปหารจํานวนคะแนนรวมทั้งประเทศของพรรคการเมืองแต่ละพรรค
ที่ได้รับจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งทุกเขต จํานวนที่ได้รับให้ถือเป็นจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ที่พรรคการเมืองนั้นจะพึงมีได้เบื้องต้น และเมื่อได้คํานวณตาม (๕) (๖) หรือ (๗) ถ้ามีแล้ว จึงให้ถือว่า
เป็นจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคการเมืองนั้นจะพึงมีได้
ขั้นตอนนี้ก็คือการนำค่า 71057.4980 ไปหารคะแนนของแต่ละพรรค เพื่อคำนวณ สส พึงมี เบื้องต้น
สส พึงมี ก็คือ โควต้าจำนวน สส ที่แต่ละพรรคจะมีได้ ค่านี้จะขึ้นอยู่กับจำนวนเสียงที่โหวตเข้ามา มีคนโหวตเข้ามามากก็ได้โควต้ามาก โหวตน้อยก็ได้โควต้าน้อย

คนส่วนใหญ่จะเข้าใจกันแค่นี้ แต่ จริงๆแล้วยังมีสาระสำคัญอยู่อีกคือ จํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่พรรคการเมืองนั้นจะพึงมีได้เบื้องต้น คำว่าเบื้องต้นก็คือ ยังไม่ใช่ที่สุด เป็นค่าที่อาจจะต้องผ่านกระบวนการคำนวณในวงเล็บต่อไป จนได้ผลลัพธ์เป็น จำนวน สส พึงมีจริงๆ
เมื่อเราดำเนินการตาม (๕) (๖) หรือ (๗) ค่า สส พึงมี จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ดังนั้นอย่าไปยึดติดกับ ค่าสส พึงมีค่าแรกที่ได้จากการหาร
ถ้าเจอใครออกทีวี ชี้เลขสสพึงมีเบื้องต้น แล้วบอกว่าพรรคนั้นต้องได้เท่านี้ ขอให้รู้ไว้เลยว่า ผิดนะครับ




บางคนพอเห็นคะแนน สส พึงมีต่ำกว่า 1 แล้ว
ก็อุตริไปตีความทึกทักเอาเองว่า พรรคนั้นไม่มีสิทธิได้ สส
การตีความเช่นนี้ไม่ถูกต้องเพราะกฎหมายได้ให้การรับรองว่า "จํานวนที่ได้รับให้ถือเป็นจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคการเมืองนั้นจะพึงมีได้เบื้องต้น"
คำว่าจำนวนตามหลักวิชาการนั้น สามารถเป็นจำนวนเต็มก็ได้ จำนวนจริงก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นจำนวนเต็มเสมอไป
อีกทั้งกฎหมายไม่ได้ระบุจำนวนที่เป็นขั้นสูงหรือขั้นต่ำใดๆที่จะใช้คัดแยกว่า จำนวนเท่าใดคือพึงมี จำนวนเท่าใดไม่พึงมี
ดังนั้น ในเมื่อกฎหมายได้ให้การรับรองไว้ว่า จำนวนที่ได้รับจากการหารให้ถือเป็นจำนวน สส พึงมีได้เบื้องต้น
ก็ไม่มีเหตุอันใดที่จะไปตีความว่า พรรคที่ได้จำนวน สส พึงมีต่ำกว่า 1 นั้นไม่มี สส พึงมี

โดยส่วนใหญ่แล้ว พวกที่อุตริตีความว่าให้ตัดพรรคที่มี สส พึงมี ต่ำกว่า 1 ออกในขั้นตอนนี้
มักจะอ้าง รัฐธรรมนูญมาตรา ๙๑(๔) ที่กล่าวว่า จะต้องไม่เป็นผลให้มีสสมากกว่า สสพึงมีตาม (๒)
แต่จริงๆแล้ว เป็นความเข้าใจผิดของเขาเอง ผมจะอธิบายในตอนท้ายบทความ

3. หาค่า สส บัญชีรายชื่อ เบื้องต้น

(๓) นําจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคการเมืองจะพึงมีได้ตาม (๒) ลบด้วยจํานวน
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งทั้งหมดที่พรรคการเมืองนั้นได้รับเลือกตั้งในทุกเขตเลือกตั้ง
ผลลัพธ์คือจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองนั้นจะได้รับเบื้องต้น
คราวนี้เป็นการนำจำนวน สส พึงมี ที่ได้จาก (๒) ไปลบกับจำนวน สส ที่ได้มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต
ลบแล้วเหลือเท่าไหร่ นั่นคือ จำนวน สส แบบบัญชีรายชื่อ เบื้องต้น

เจอคำว่า เบื้องต้นอีกแล้ว โปรดจำไว้ว่าค่านี้อาจจะถูกปรับเปลี่ยนไปตามกระบวนการต่อไป

ในจุดนี้ มีข้อสังเกตุว่า พรรคที่ชนะการเลือกตั้งแบบเขตมาก จะได้ จำนวน สส ปาร์ตี้ลิสต์ น้อยลง
แต่นี่ไม่ใช่การเอาเปรียบพรรคใหญ่ หรือพรรคที่มีเสียงสนับสนุนมากๆ แต่อย่างใด เพราะจำนวน สส พึงมี จะเพิ่มขึ้นตามคะแนนเสียงโหวตอยู่แล้ว


แต่ในกรณีที่มี สส เขต ชนะการเลือกตั้งจำนวนมาก โดยมีเสียงสนับสนุนพอแค่ให้ชนะคู่แข่งในเขตนั้นๆ อาจจะเกิดปัญหาว่า จำนวน สส พึงมีของ พรรคนั้น จะมีค่าต่ำกว่า สส เขต ที่ได้รับเลือกเข้ามา ค่า สส แบบบัญชีรายชื่อเบื้องต้นก็จะมีค่าติดลบได้
เช่นกรณีของพรรคเพื่อไทย ที่มี สส พึงมี 111.4679 คน แต่มีสสแบบแบ่งเขต 137 คน
ทำให้ สส แบบบัญชีรายชื่อเบื้องต้น = 111.4679 - 137 = -25.5321

เราเรียกกรณีเช่นนี้ว่า Overhang และมันก็คือตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดความสับสนวุ่นวายในการคำนวณในครั้งนี้

ผมยังไม่ปรับ จำนวน สส แบบบัญชีรายชื่อเบื้องต้น ของพรรคเพื่อไทย เป็น 0 นะครับ เพราะกฎหมายยังไม่ได้บอกให้ปรับ ต้องคงค่าติดลบเอาไว้แบบนี้ก่อน

4. ดูวิธีการจัดสรร

(๔) ภายใต้บังคับ (๕) ให้จัดสรรจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมือง
จะได้รับให้ครบหนึ่งร้อยห้าสิบคน โดยจัดสรรให้พรรคการเมืองตามผลลัพธ์ตาม (๓) เป็นจํานวนเต็มก่อน
หากยังไม่ครบจํานวนหนึ่งร้อยห้าสิบคน ให้พรรคการเมืองที่มีเศษจากการคํานวณมากที่สุดได้รับการจัดสรร
จํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อเพิ่มอีกหนึ่งคนตามลําดับจนครบจํานวนหนึ่งร้อยห้าสิบคน
ในกรณีมีเศษเท่ากัน ให้ดําเนินการตาม (๖)
ต่อจาก (๓) ก็มาถึง (๔)

เริ่มมาคำแรกของ (๔) ก็บอกว่า "ภายใต้บังคับ (๕)" ดังนั้นเราจะทำการคำนวณตาม (๔) ทันทีไม่ได้ จำเป็นต้องไปดู (๕) เสียก่อนว่าบังคับอะไร มีเงื่อนไขอย่างไร กำหนดให้ดำเนินการอย่างไร และเมื่อไหร่ที่กำหนดให้เราคำนวณตาม (๔) ค่อยกลับมาคำนวณ (๔)


โดยสรุปของ (๔) คือพูดถึงวิธีการจัดสรร แต่ยังไม่ต้องคำนวณจริงนะ


เพื่อให้เข้าใจวิธีคิดของ (๔) ผมขอยกตัวอย่างง่ายๆ นะครับ

สมมติว่า มีพ่อค้า ต้องการขายส้ม 3 ลูก ให้กับเด็ก 2 คน ส้มราคาลูกละ 10 บาท
เด็กสองคนนี้มีเงินรวมกัน 30 บาท เด็กชาย A มีเงิน 22 บาท เด็กหญิง B มีเงิน 8 บาท
กฎคือ พ่อค้าต้องขายส้มให้กับเด็กสองคนนี้เท่านั้น และต้องขายส้มให้หมด
โดยต้องขายส้มในราคาเต็มก่อน จากนั้นถ้ามีส้มที่ขายไม่หมด ให้ขายให้กับเด็กที่มีเงินเหลือมากที่สุด ในราคาเท่ากับที่เด็กคนนั้นมีเงินเหลืออยู่


จากกติกานี้
เด็กชาย A จะได้ส้ม 2 ลูกแรกไปในราคาลูกละ 10 บาท เหลือเงิน 2 บาท
เหลือส้มอีก 1 ลูก ที่ไม่มีใครสามารถซื้อได้ในราคาเต็ม
เมื่อนำเงินที่เด็กทั้งสองคนเหลืออยู่มาเปรียบเทียบกัน
เด็กชาย A เหลือเงิน 2 บาท เด็กหญิง B เหลือเงิน 8 บาท
พ่อค้าจึงต้องขายส้มลูกนั้นให้กับเด็กญิง B ในราคา 8 บาท


สรุปคือพ่อค้าจะได้เงิน 28 บาท เด็กชาย A ได้ส้ม สองลูกในราคาลูกละ 10 บาท เด็กหญิง B จะได้ส้ม 1 ลูกในราคาลูกละ 8 บาท
การจัดสรรของ (๔) ก็มีกระบวนการลักษณะเดียวกันนี้


สำหรับขั้นนี้ ผมอยากให้คุณสังเกตุคำว่า จัดสรร ไว้ครับ การจัดสรรในการคำนวณนี้ มี 2 แบบ
การจัดสรรแบบที่หนึ่ง คือ การจัดสรรแบบ (๔) นี้แหละ ผลที่ได้จะเป็นจำนวนเต็ม เพราะมีการจัดการกับเศษ
การจัดสรรแบบที่สอง คือ การจัดสรรตามอัตราส่วน ซึ่งวิธีการจัดสรรจะต้องคำนวณด้วยทศนิยม 4 หลัก ตามที่กฎหมายกำหนด
ดังนั้น ถ้าเจอตรงไหนพูดว่าให้จัดสรร ต้องดูดีๆนะว่า ให้จัดสรรตาม (๔) หรือให้จัดสรรตามอัตราส่วน


พวกอาจารย์ทั้งหลายที่มาโชว์สูตรตัวเองออกสื่อ มักจะผิดตรงนี้กันเยอะ กฎหมายให้จัดสรรตามอัตราส่วน ท่านๆทั้งหลายก็ไปเอาวิธีการจัดสรรตาม (๔) มาใช้
(ตอนแรกผมก็หลงไปทางนั้นเหมือนกัน อิอิ)


บางคนก็ทำผิด เพราะคิดว่า ต้องทำ (๔) ก่อน (๕) ตามลำดับเลข
ก็เลยจัดสรรจำนวน สส ตาม (๔) ไปก่อนเลยโดยไม่สนใจคำว่า "ภายใต้บังคับ (๕)"

กระบวนการคำนวณหลังจากนั้นก็เลยซ้ำซ้อน จัดสรรแล้วจัดสรรอีก ไม่ก็ปัดเศษทิ้ง หายไปเฉยๆเป็นคะแนนตกน้ำ ผิดวรรคแรกที่ให้คิดทศนิยม 4 หลัก
นอกจากจะตีความตามตัวอักษรผิดแล้ว ยังขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ที่ไม่ต้องการให้มีคะแนนตกน้ำด้วย


5. แก้ปัญหา Overhang

(๕) ถ้าพรรคการเมืองใดมีผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง
เท่ากับหรือสูงกว่าจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคการเมืองนั้นจะพึงมีได้ตาม (๒) ให้พรรคการเมืองนั้น
มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามจํานวนที่ได้รับจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และไม่มีสิทธิได้รับ
การจัดสรรสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และให้นําจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อทั้งหมด
ไปจัดสรรให้แก่พรรคการเมืองที่มีจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง
ต่ํากว่าจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคการเมืองนั้นจะพึงมีได้ตาม (๒) ตามอัตราส่วน แต่ต้อง
ไม่มีผลให้พรรคการเมืองใดดังกล่าวมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกินจํานวนที่จะพึงมีได้ตาม (๒)
(๕) สรุปได้เป็นข้อๆ แบบย่อๆ อย่างนี้ครับ



เงื่อนไขของ ๕ คือ มีพรรคการเมืองที่ได้ สส เขต สูงกว่า สส พึงมีเบื้องต้น เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Overhang

ในจุดนี้ ถ้าไม่มี Overhang เราก็จะกลับไปทำ (๔) จนจบกระบวนการจัดสรรได้เลย


แต่ถ้ามีการ Overhang การจัดสรรของ (๕) กฎหมายระบุว่าเป็นการจัดสรรตามอัตราส่วน การจัดสรรตามอัตราส่วนก็คือ การจัดสรรให้แต่ละพรรคได้รับการจัดสรรตามสัดส่วนที่แต่ละพรรคจะได้รับ ค่าที่ได้จะเป็นทศนิยม 4 หลัก ตามที่ พรป มาตรา ๑๒๘ วรรคแรกกำหนด

ก่อนจะไปต่อ ผมขอทำความเข้าใจกับปัญหา Overhang สักนิด

ขอสมมติเลข กลมๆ พรรคที่ชนะการเลือกตั้งแบบเขต กวาดไปได้ 200 คน โดยอาศัยคะแนนเสียงเทียบเท่ากับ สส พึงมี 100 คน เกิดปัญหา Overhang
พรรคอื่นทุกพรรครวมกัน จะมีคะแนนเสียง ในปริมาณเทียบเท่า สส พึงมี 400 คน
จำนวน สส ที่เหลืออยู่ จะมีเพียง 300 คน สำหรับพรรคที่มีคะแนนเสียงเทียบเท่า สส พึงมี 400 คน
เมื่อหักลบส่วนที่เป็น สส เขตไป 150 คน พร้อมด้วยคะแนน สส พึงมี ที่เติมเต็มลงไปใน สส เขต
ก็จะเหลือ จำนวน สส บัญชีรายชื่อ 150 คน สำหรับพรรคที่มีคะแนนรวมกันเทียบเท่า สส พึงมี 250 คน

จะเห็นว่ามันเกินจำนวนมา 100 คน เท่ากับส่วนต่างของ สส พึงมี กับ สส เขต ของพรรคที่ได้ สส เขต เกินจำนวน สสพึงมีพอดี

จำนวน สส บัญชีรายชื่อที่เกินจำนวนของฝั่งพรรคการเมืองที่มี สสพึงมีสูงกว่าสสเขต จะเท่ากับ ผลต่างของจำนวน สส เขตกับ สส พึงมี ของฝั่งที่มี สส เขต สูงกว่า สสพึงมีเสมอ

พรรคมีคะแนนเสียงเทียบเท่า สส พึงมี มากกว่า 150 แต่มีที่นั่ง สส บัญชีรายชื่อ เพียง 150 คน สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ คะแนนต่อ สส จะถูกปรับสูงขึ้น ทำให้พรรค ได้รับ สส บัญชีรายชื่อน้อยลง ตามอัตราส่วน
มันก็เหมือน ภาวะที่สินค้ามีการขึ้นราคานั่นแหละครับ สินค้าราคาสูงขึ้น เราก็ซื้อได้ปริมาณน้อยลง เราจึงต้องเทียบบัญญัติไตรยางค์ว่า เดิมเราซื้อของได้เท่านี้ พอมีการปรับราคาแล้วเราจะซื้อของได้เท่าไหร่


และสรุปได้ว่า หากมี Overhang เกิดขึ้น พรรคการเมืองทุกพรรค ก็จะมีจำนวน สส บัญชีรายชื่อ รวมกันเกิน 150 คน เสมอ
ผลรวมจำนวน สส บัญชีรายชื่อของทุกพรรค มีค่า 175.5321 ซึ่งมากกว่า 150 คน

เมื่อเป็นเช่นนี้ การจัดสรรตามอัตราส่วนใน (๕) จึงต้องนำวิธีการจัดสรรตามอัตราส่วนของ (๗) มาใช้ ซึ่งจะกล่าวถึงในข้อถัดไป

6. พบปัญหา แก้ไขตาม (๗)

จากขั้นตอนที่แล้วใน (๕) เราพบปัญหาว่า จำนวน สส บัญชีรายชื่อ ทั้งหมดเรามีแค่ 150 แต่ผลรวมของ สส บัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคที่เราจัดสรรตามอัตราส่วนไป มันเกิน 150 คน เพราะมีปัญหา Overhang ซึ่งปัญหานี้ตรงกับสิ่งที่เขียนใน (๗) ว่า
(๗) ในกรณีที่เมื่อคํานวณตาม (๕) แล้วปรากฏว่าพรรคการเมืองทุกพรรคได้รับ จํานวน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อรวมกันแล้วเกินหนึ่งร้อยห้าสิบคน
ให้ดําเนินการคํานวณปรับ จํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อใหม่โดยคํานวณตามอัตราส่วนที่ทุกพรรค
จะได้รับการจัดสรรจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อซึ่งเมื่อรวมแล้วไม่เกินหนึ่งร้อยห้าสิบคน 
โดยให้นําจํานวน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคการเมืองจะได้รับคูณด้วยหนึ่งร้อยห้าสิบ 
หารด้วย ผลบวกของหนึ่งร้อยห้าสิบกับจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อที่เกินจํานวนหนึ่งร้อยห้าสิบ 
และให้นํา (๔) มาใช้ในการคํานวณด้วยโดยอนุโลม
มาแกะกันทีละประโยค

(๗) ในกรณีที่เมื่อคํานวณตาม (๕) แล้วปรากฏว่าพรรคการเมืองทุกพรรคได้รับจํานวน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อรวมกันแล้วเกินหนึ่งร้อยห้าสิบคน
ข้อความนี้กล่าวถึงเงื่อนไขที่ให้ดำเนินการตาม (๗) ซึ่งก็คือปัญหา Overhang นั่นเอง

โดยคํานวณตามอัตราส่วนที่ทุกพรรคจะได้รับการจัดสรรจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อซึ่งเมื่อรวมแล้วไม่เกินหนึ่งร้อยห้าสิบคน
ให้คำนวณตามอัตราส่วน โดย สส บัญชีรายชื่อของทุกพรรครวมกันต้องไม่เกิน 150 ข้อความนี้หมายถึงการให้เทียบอัตราส่วนบัญญัติไตรยางค์ แต่ละพรรคจะได้รับการจัดสรรในอัตรส่วนเท่าเดิมเทียบกับ สส บัญชีรายชื่อทั้งหมด แต่ได้จำนวน สส บัญชีรายชื่อลดลงเนื่องจาก ผลรวมของทุกพรรครวมกัน ลดลงจาก 175.5231 เหลือ 150 สส บัญชีรายชื่อ ของทุกพรรคจึงมีค่าลดลงเหลือ 150/175.5231 = 85.4588% จากเดิม
โดยให้นำจํานวน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคการเมืองจะได้รับคูณด้วยหนึ่งร้อยห้าสิบ 
หารด้วย ผลบวกของหนึ่งร้อยห้าสิบกับจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อที่เกินจํานวนหนึ่งร้อยห้าสิบ
สรุปก็คือ ในกรณีที่เกิด Overhang (๗) ให้สมการที่จะแก้ปัญหาไว้แล้วครับ


จำนวน สส บัญชีรายชื่อปรับใหม่ = (จำนวน สส บัญชีรายชื่อที่พรรคจะได้รับ x 150 ) / (150 + (จำนวน สส บัญชีรายชื่อรวม - 150))


ลดรูปเป็น

จำนวน สส บัญชีรายชื่อปรับใหม่ = จำนวน สส บัญชีรายชื่อที่พรรคจะได้รับ x (150 / จำนวน สส บัญชีรายชื่อรวม)


สมการนี้คือการเทียบ บัญญัติไตรยางค์ นั่นเองครับ

และให้นํา (๔) มาใช้ในการคํานวณด้วยโดยอนุโลม
คำว่า อนุโลม ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ หมายความว่า นำมาใช้โดยอาศัยหลักการอย่างเดียวกันแต่ให้แก้ไขในรายละเอียดได้ตามควรแก่กรณี.

ตามที่ทราบกันแล้วว่า (๕) เป็นการจัดสรรตามอัตราส่วน แต่ (๔) เป็นการจัดสรรจำนวนเต็ม และปรับเศษให้เป็นจำนวนเต็ม จึงไม่สามารถนำ (๔) มาใช้บังคับทั้งวงเล็บได้ ต้องจัดสรรเฉพาะส่วนที่เป็นจำนวนเต็มตามวรรคแรก เท่านั้น ส่วนเศษให้คงไว้จนจบกระบวนการตาม (๕) ผลลัพธ์ของ (๕) จึงจะเป็นการจัดสรรตามอัตราส่วน เป็นทศนิยม 4 หลัก ถูกต้องตรงตามที่มาตรา ๑๒๘ วรรคแรกระบุไว้ และไม่ทำให้พรรคการเมืองใดดังกล่าวมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกินจํานวนที่จะพึงมีได้ตาม (๒)

เมื่อเข้าใจความตาม (๗) ทั้งหมดแล้วก็มาดูตารางคำนวณกัน

ผลลัพธ์ตารางข้างต้น เป็นไปตามที่ มาตรา ๑๒๘(๕) กำหนดดังนี้ เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการของ ๑๒๘(๕)

7. จัดสรร สส ที่เหลือด้วยการเรียงเศษ

เมื่อเราจัดสรร สส ในส่วนที่เป็นจำนวนเต็มไปแล้ว ก็พบว่า เพิ่งจัดสรรไปได้ 129 ที่ ยังขาดอีก 21 ซึ่งในส่วนนี้ (๖) ได้บอกกับเราว่า
(๖) ในการจัดสรรตาม (๕) แล้วปรากฏว่ายังจัดสรรจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ
ไม่ครบหนึ่งร้อยห้าสิบคน ให้พรรคการเมืองที่มีเศษจากการคํานวณมากที่สุดได้รับการจัดสรรจํานวนสมาชิก
สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อเพิ่มอีกหนึ่งคนตามลําดับจนครบจํานวนหนึ่งร้อยห้าสิบคน กรณีที่เศษที่เหลือ
ของแต่ละพรรคการเมืองเท่ากันจนทําให้ไม่สามารถจัดสรรสมาชิกสภาผ้แทนราษฎรแบบบ ู ัญชีรายชื่อได้ครบจํานวน
หนึ่งร้อยห้าสิบคน ให้นําค่าเฉลี่ยคะแนนของแต่ละพรรคการเมืองต่อจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ที่พึงมีหนึ่งคนมาพิจารณา โดยหากพรรคการเมืองใดมีค่าเฉลี่ยคะแนนของพรรคการเมืองต่อจํานวน
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พึงมีหนึ่งคนมากกว่าพรรคการเมืองอื่น ให้พรรคการเมืองนั้นมีสิทธิได้รับ
การจัดสรรสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อเพิ่มอีกหนึ่งคน และหากยังมีจํานวนค่าเฉลี่ยดังกล่าว
เท่ากันอีก ให้ใช้วิธีจับสลาก
แปลไทยเป็นไทย ก็คือ ถ้าจัดสรรตาม (๕) แล้วยังเหลือ สส บัญชีรายชื่ออยู่ ก็ให้จัดสรร สส ที่เหลือ โดยเอา เศษที่เหลือ มาเรียงกันจากมากไปน้อย ถ้าเศษเท่ากัน ให้ใช้ค่าเฉลี่ยคะแนนต่อสส พึงมีของแต่ละพรรค ถ้าค่าเฉลี่ยเท่ากันให้จับฉลาก




ในขั้นสุดท้ายนี้มีคนที่เข้าใจผิด เพราะเห็นว่า พรรคเล็กๆที่ได้คะแนนเสียง น้อยนิด ก็ได้ สส กับเขาด้วย ก็เลยคิดว่ากระบวนการทั้งหมดนี้ ไม่ถูกต้อง
คนที่คิดเช่นนั้นมักจะอ้าง (๕) ว่าการจัดสรร จะต้องไม่ทำให้พรรคการเมืองได้จำนวน สส เกินจำนวน สส พึงมีตาม (๒)
ผมขออธิบายอย่างนี้นะครับ

     แนวคิดที่ให้ตัดพรรคเล็กที่มีค่า สส พึงมี ต่ำกว่า 1 ออกไป ไม่ให้มีสิทธิได้รับการจัดสรร สส บัญชีรายชื่อจากการเรียงเศษ เป็นการตีความกฎหมายผิด โดยการไปจัดสรร สส บัญชีรายชื่อเป็นจำนวนเต็ม ทั้งที่กฎหมายบังคับให้จัดสรรตามอัตราส่วนเป็นทศนิยม 4 หลัก เพื่อที่จะอ้างว่า หากพรรคใดได้คะแนนไม่ถึง 71057.4980 มีจำนวน สส พึงมีต่ำกว่า 1 ให้ตัดทิ้ง แนวคิดนี้มีจุดประสงค์เพื่อเอาผลของ ค่า -25.5321 ซึ่งเป็นส่วนต่างของ สส เขต กับ สส พึงมี ของ พรรคเพื่อไทย ไปทอนคะแนนของพรรคเล็กจนเป็น 0 ผลของคะแนน Overhang จะลดเหลือเพียง -2 ถึง -6 แล้วแต่ว่าเป็นสูตรของอาจารย์ท่านไหน การเทียบบัญญัติไตรยางค์ใน (๗) จะทำให้จำนวน สส บัญชีรายชื่อของพรรคใหญ่ถูกปรับลดลงไม่มากนัก ในขณะที่จำนวน สส พึงมีของพรรคเล็กจะถูกหักเหลือ 0 ทั้งหมด แทนที่จะเป็นการปรับลดค่า สส พึงมีของทุกพรรคลงด้วยอัตราส่วนเดียวกันอย่างยุติธรรม การทำเช่นนี้เสมือนเป็นการขโมยคะแนนเสียงของพรรคเล็กไปแลก สส ให้พรรคใหญ่ อย่างไม่เป็นธรรม แน่นอนว่าไม่มีกฎหมายข้อใดยอมให้ทำเช่นนั้น

     ในประเด็นนี้ ได้มีผู้นำไปกล่าวอย่างบิดเบือนความจริงว่า วิธีคิดที่ทำให้พรรคเล็กที่มีคะแนนไม่ถึงจำนวน สส พึงมี ได้ สส บัญชีรายชื่อ และทำให้ สส บัญชีรายชื่อของพรรคใหญ่ ต่ำกว่าที่เขาคิดว่าควรจะได้ เป็นการนำคะแนนของพรรคใหญ่ไปจัดสรรให้พรรคเล็ก และมีผู้หลงเชื่อกับคำกล่าวนี้เป็นจำนวนมาก ในความเป็นจริงแล้ว ที่พรรคใหญ่มีที่ สส บัญชีรายชื่อลดลงนั้นเกิดจาก การได้รับ สส เขต เกินจำนวน สส พึงมี ของพรรคเพื่อไทย ทำให้คะแนนสส บัญชีรายชื่อของพรรคอื่นๆ มีจำนวนรวมกันมากกว่า 150 คน ไปเป็น 175.5321 คน จึงต้องเทียบบัญญัติไตรยางค์ ปรับฐานเป็น 150 โดยให้ทุกพรรคได้รับ สส บัญชีรายชื่อลดลงในเปอร์เซนต์เท่าๆกันอย่างยุติธรรม จำนวน สส บัญชีรายชื่อของทุกพรรคจึงต้องลดลงเหลือประมาณ 150/175.5321 = 85.7142% จากจำนวน สส บัญชีรายชื่อเดิม ตัวอย่างเช่นพรรคอนาคตใหม่ ที่ก่อนปรับฐานมี สส บัญชีรายชื่อจำนวน 58.1814 ก็จะเหลือเพียง 49.7186 ส่วนการได้ สส บัญชีรายชื่อของพรรคเล็กที่มี สส พึงมีน้อยกว่า 1 ไม่มีการนำคะแนนที่ขาดมาปรับฐานคะแนน หรือทำให้พรรคใหญ่ได้รับ สส บัญชีรายชื่อลดลงแต่อย่างใด คำกล่าวที่ว่า วิธีคิดแบบ กกต เป็นการนำคะแนนของพรรคใหญ่ไปจัดสรรให้พรรคเล็ก จึงเป็นคำกล่าวที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง สร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาชน เพื่อให้เกิดความเกลียดชังกติกาและกระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมาย

สรุปกระบวนการคิดสส บัญชีรายชื่อ ตามมาตรา ๑๒๘ แบบย่อ
กรณีไม่มี Overhang : (๑) ->(๒) ->(๓) ->(๕:ผ่านเพราะไม่ตรงเงื่อนไข)->(๔)
กรณีมี Overhang : (๑) ->(๒) ->(๓) ->(๕(๗(๔:อนุโลมไม่จัดสรรเศษ))) ->(๖)


ความเห็นเกี่ยวกับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๑(๔)

(๔) ถ้าพรรคการเมืองใดมีผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง
เท่ากับหรือสูงกว่าจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคการเมืองนั้นจะพึงมีได้ตาม (๒) 
ให้พรรคการเมืองนั้นมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามจำนวนที่ได้รับจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 
และไม่มีสิทธิได้รับการจัดสรรสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อและให้นำจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
แบบบัญชีรายชื่อทั้งหมดไปจัดสรรให้แก่พรรคการเมืองที่มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งต่ำ
กว่าจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคการเมืองนั้นจะพึงมีได้ตาม (๒) ตามอัตราส่วน
แต่ต้องไม่มีผลให้พรรคการเมืองใดดังกล่าวมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกินจำนวนที่จะพึงมีได้ตาม (๒)
มีข้อโต้แย้งจากนักวิชาการว่า การจัดสรรตามมาตรา ๑๒๘ ซึ่งทำให้พรรคเล็กที่มี สส พึงมี ต่ำกว่า 1 ได้ สส บัญชีรายชื่อ 1 คน จะขัดกับข้อกำหนดของมาตรา ๙๑(๔) ของรัฐธรรมนูญ ที่กล่าวว่า "แต่ต้องไม่มีผลให้พรรคการเมืองใดดังกล่าวมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกินจำนวนที่จะพึงมีได้ตาม (๒)"


ความจริงแล้วการตีความอย่างนั้นเป็นการตีความที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง เป็นการตีความของคนที่สักแต่บวกลบเลขไปตามลายลักษณ์อักษร บนความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ขาดความเข้าใจในวิธีการคำนวณที่ถูกต้อง ใจจริงอยากจะไล่ให้นักวิชาการพวกนั้นกลับไปเรียนกฎหมายเสียใหม่ แต่คงไม่มีประโยชน์อะไรเพราะบรรดาอาจารย์มหาวิทยาลัยก็ยังไม่เห็นจะมีสถาบันไหนตีความได้ถูกต้องสักคน

เพื่อให้เข้าใจอย่างชัดเจน เราลองมาค่อยๆแกะกันทีละประโยคดีกว่าว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา ๙๑(๔) มีความหมายอย่างไรกันแน่

(๔) ถ้าพรรคการเมืองใดมีผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง
เท่ากับหรือสูงกว่าจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคการเมืองนั้นจะพึงมีได้ตาม (๒) 
วรรคนี้ กล่าวถึง เงื่อนไข ที่จะต้องมาดำเนินการตาม (๔) เงื่อนไขนั้นก็คือ การมีพรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้ง สส เขต เท่ากับหรือมากกว่า จำนวน สส พึงมี ซึ่งก็หมายถึง กรณีที่เกิดการ OverHang นั่นเอง หากมี Overhang จึงจะต้องทำตามที่กฎหมายบัญญัติในวงเล็บนี้ หากไม่ตรงเงื่อนไข ก็ข้ามไปดำเนินการในขั้นต่อไปได้เลย
ให้พรรคการเมืองนั้นมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามจำนวนที่ได้รับจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 
และไม่มีสิทธิได้รับการจัดสรรสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ
ท่อนนี้หมายถึงให้ตัดสิทธิการได้รับ สส บัญชีรายชื่อ ของ พรรคที่เกิด Overhang ในการคำนวณ พรรคที่เกิด Overhang จะมี สส เขต มากกว่า จำนวน สส พึงมี ทำให้เมื่อคำนวณออกมาแล้วจะได้ค่า จำนวน สส บัญชีรายชื่อติดลบ ดังนั้นในการคำนวณ คำสั่งนี้สั่งให้เราปรับ จำนวน สส บัญชีรายชื่อติดลบ ให้เป็น 0
และให้นำจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
แบบบัญชีรายชื่อทั้งหมดไปจัดสรรให้แก่พรรคการเมืองที่มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งต่ำ
กว่าจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคการเมืองนั้นจะพึงมีได้ตาม (๒) ตามอัตราส่วน
การจัดสรร หมายถึง การแบ่งส่วน การปันส่วน
การจัดสรร ใน ๙๑ (๔) กำหนดให้จัดสรร ตามอัตราส่วน ดังนั้น เราต้องใช้หลักคณิตศาสตร์ ในการคิดอัตราส่วนไปตามสิทธิที่พรรคการเมืองแต่ละพรรคมีสิทธิจะได้รับ โดยใช้ค่าที่เป็นทศนิยม 4 ตำแหน่งในการคำนวณ ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะเป็นจำนวน สส บัญชีรายชื่อที่ได้รับการจัดสรร ที่เป็นทศนิยม 4 ตำแหน่งเช่นกัน เพราะเป็นการคำนวณอัตราส่วนตามหลักคณิตศาสตร์ และตามที่กฎหมายพรป ๑๒๘ กำหนดให้ใช้ทศนิยม 4 ตำแหน่ง

มีผู้คำนวณหลายท่าน สับสนกับคำว่า จัดสรร ของมาตรา ๑๒๘(๔) ในกฎหมายลูก คนเหล่านั้นคิดไปเองว่า การจัดสรรของ ๑๒๘(๔) และ ๑๒๘(๕)เป็นการจัดสรรอย่างเดียวกัน แต่หากกลับไปอ่านตัวบทกฎหมายอย่างละเอียด จะพบว่า กฎหมายไม่เคยบอกว่า การจัดสรรตาม ๑๒๘(๔) คือการจัดสรรตามอัตราส่วน และใน ๑๒๘(๕) และ รธน ๙๑(๔) ก็ไม่ได้บัญญัติให้จัดสรรตาม ๑๒๘(๔) แต่บัญญัติให้จัดสรรตามอัตราส่วน การตีความว่าการจัดสรรของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๑ (๔) และพรป มาตรา ๑๒๘(๕) ว่าเป็นการจัดสรรแบบเดียวกันกับ พรป มาตรา ๑๒๘(๔) เป็นการตีความที่คลาดเคลื่อน ไม่มีกฎหมายรองรับ และไม่ถูกต้องตามหลักคณิตศาสตร์ เพราะการจัดสรรตาม ๑๒๘(๔) เป็นการจัดสรรเป็นจำนวนเต็ม และมีการจัดสรรจำนวนเต็มจากเศษ จะทำให้ผลลัพธ์ที่ได้ ไม่ตรงตามอัตราส่วนที่ถูกต้อง โดยการเปรียบเทียบผลลัพธ์ที่จัดสรร กับค่าที่ควรจะเป็น ใช้ทศนิยม 4 ตำแหน่งในการคำนวณ

จัดสรรอะไร ?
จัดสรร จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อทั้งหมด หมายถึง จำนวนที่นั่ง สส แบบบัญชีรายชื่อทั้งหมด ที่มีอยู่จำนวน 150 คน นี่คือสิ่งที่จะถูกนำไปจัดสรร

จัดสรรให้ใคร ?
จัดสรรให้แก่พรรคการเมืองที่มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งต่ำ กว่าจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคการเมืองนั้นจะพึงมีได้ตาม (๒) หมายถึง พรรคที่ได้รับ สส เขต ต่ำกว่า จำนวน สส พึงมี

คิดให้ลึกซึ้งกว่านี้อีกสักนิด พรรคที่ได้รับ สส เขต ต่ำกว่า จำนวน สส พึงมี หมายถึง พรรคที่มีสิทธิได้รับ สส บัญชีรายชื่อ

สิทธิได้รับ สส บัญชีรายชื่อ มากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับอะไร ?
ก็ขึ้นอยู่กับค่า จำนวน สส บัญชีรายชื่อ ที่เราคำนวณได้จาก (๓) ไงล่ะ
( (๓) บอกว่า จำนวน สส บัญชีรายชื่อ = จำนวน สส พึงมี - จำนวน สส เขต)

ค่า จำนวน สส บัญชีรายชื่อ ของทุกพรรค รวมกันแล้วได้เท่าไหร่ ?
เมื่อปรับค่าติดลบของ จำนวน สส บัญชีรายชื่อ ของพรรคที่ Overhang ให้เป็น 0 ไปแล้ว ผลรวมของ จำนวน สส บัญชีรายชื่อ ของทุกพรรค ก็จะมากกว่า 150 โดยมีค่าเท่ากับ 150 + จำนวน สส ที่ Overhang ซึ่งในกรณีนี้ก็คือ 175.5321


ดังนั้น ข้อความในวรรคนี้ ก็หมายถึง การจัดสรร สิ่งที่มีอยู่ 150 ให้กับผู้รับ ที่มีสิทธิได้รับ ซึ่งมีจำนวนสิทธิมากกว่า 150 (ในที่นี้คือ 175.5321) ตามอัตราส่วน
ข้อความนี้จึงหมายถึงการเทียบบัญญัติไตรยางค์ นั่นเอง ซึ่งในกฎหมายลูกได้กำหนดสูตรการเทียบอัตราส่วนมาให้ ในมาตรา ๑๒๘(๗)

มาถึงข้อความสุดท้าย
แต่ต้องไม่มีผลให้พรรคการเมืองใดดังกล่าวมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกินจำนวนที่จะพึงมีได้ตาม (๒)
ในทางคณิตศาสตร์นั้น ถ้าเรามีอัตราส่วน 1:2
เราจะเขียนอัตราส่วนนี้ได้หลายแบบเช่น 2:4 , 3:6 , 100:200 , 500:1000
ซึ่งตัวอย่างที่ยกมาทั้งหมด ถือเป็นอัตราส่วนเดียวกันในทางคณิตศาสตร์
กฎหมายเลยถูกบัญญัติมาให้รัดกุม โดยบังคับให้ผลลัพธ์ที่ได้จากการจัดสรรตามอัตราส่วน จะต้องมีตัวเลขไม่เกิน จำนวน สส บัญชีรายชื่อเดิมของพรรคการเมือง ซึ่งจะทำให้ไม่มีพรรคการเมืองใดมี สส เกินจำนวนที่จะพึงมีได้ตาม (๒)

กฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๑(๔) นี้จึงไม่เกี่ยวข้องอะไรกับการ กำหนดคะแนนขั้นต่ำของพรรคที่มีสิทธิได้รับ สส บัญชีรายชื่อ
ความเข้าใจว่า การจัดสรรตามมาตรา ๑๒๘ ซึ่งทำให้พรรคเล็กที่มี สส พึงมี ต่ำกว่า 1 ได้ สส บัญชีรายชื่อ 1 คน ขัดกับข้อกำหนดของมาตรา ๙๑(๔) ของรัฐธรรมนูญ เป็นเพียงการเอากฎหมายไปตีความผิดๆ เพื่อหวังผลทางการเมือง ของนักการเมืองที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้ง ด้วยการทำลายกติกาการเลือกตั้ง หวังจะให้ กกต เอาสูตรเถื่อนของตัวเองไปใช้

น่าเศร้าที่นักวิชาการทั้งหลายรวมทั้ง สื่อทุกสำนัก ไม่มีใครรู้ทัน โดนหลอกกันทั้งประเทศ

เมื่อเข้าใจแล้ว มาดู การจัดสรรตาม รธน มาตรา ๙๑(๔) ที่ถูกต้องกันดีกว่า


ผลลัพธ์ตารางข้างต้น เป็นไปตามที่ มาตรา ๙๑(๔) กำหนดดังนี้ แนวคิดที่ว่า พรรคที่มีคะแนน สส พึงมี สูงว่าจำนวน สส เขต แต่มี สส พึงมีต่ำกว่า 1 ไม่มีสิทธิได้รับ สส บัญชีรายชื่อ เป็นแนวคิดที่ขัดกับ รธน มาตรา ๙๑(๔) เพราะไม่ใช่การจัดสรร สส บัญชีรายชื่อ ตามอัตราส่วน

รัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๑(๔) กล่าวถึงวิธีการแก้ปัญหา Overhang เท่านั้น ยังไปไม่ถึงขั้นตอนของการจัดสรร สส บัญชีรายชื่อที่เป็นจำนวนเต็มอันเป็นผลลัพธ์สุดท้ายให้กับแต่ละพรรคการเมือง การจัดสรรในขั้นตอนนี้ มีผลลัพธ์เป็นอัตราส่วน มิใช่จำนวนเต็มที่รวม สส จากเศษ จึงไม่ได้ทำให้พรรคการเมืองใด มีจำนวน สส เกินจำนวน สส พึงมีตาม ๙๑(๒)

ข้อจำกัดว่า "แต่ต้องไม่มีผลให้พรรคการเมืองใดดังกล่าวมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกินจำนวนที่จะพึงมีได้ตาม (๒)" เป็นข้อจำกัดที่อยู่ภายใต้ ๙๑ (๔) เท่านั้น ไม่ได้ครอบคลุมกฎหมายทั้งมาตรา

พูดง่ายๆก็คือ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๑(๔) บอกกับเราว่า ถ้ามี Overhang ให้เทียบบัญญัติไตรยางค์ให้มันได้ 150 คน โดยต้องไม่มีใครได้ สส เกิน สส พึงมี

ผลลัพธ์ของ รธน มาตรา ๙๑(๔) จะเป็นจำนวน สส บัญชีรายชื่อ เป็นทศนิยม ที่รวมกันแล้วเท่ากับ 150 อันมีลักษณะคล้ายกับผลลัพธ์ของ ๙๑(๓) ของกรณีที่ไม่มี Overhang

(๓) นำจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคการเมืองจะพึงมีได้ตาม (๒) ลบด้วยจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง
ทั้งหมดที่พรรคการเมืองนั้นได้รับเลือกตั้งในทุกเขตเลือกตั้ง ผลลัพธ์คือจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองนั้นจะได้รับ
โปรดสังเกตุว่า ในกรณีที่ไม่มี Overhang ซึ่งจะไม่เข้าเงื่อนไขของ ๙๑(๔) แต่ ก็ยังไม่สามารถนำผลลัพธ์จาก (๓) ไปดำเนินการตาม (๕) ได้ เนื่องจาก ผลลัพธ์ของ (๓) เป็นเลขทศนิยม แต่ในบริบทของ (๕) จำนวนผู้ได้รับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมือง จะต้องเป็นจำนวนนับ
(๕) เมื่อได้จำนวนผู้ได้รับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมืองแล้วให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งตามลำดับหมายเลขในบัญชีรายชื่อสมาชิกสภา
ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้น เป็นผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
จำนวน สส บัญชีรายชื่อ ใน (๕) นั้น เขียนแตกต่างกับ (๓) และ (๔) และเป็นคำที่มีความหมายแตกต่างกัน โดย จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองนั้นจะได้รับใน (๓) และ (๔) เป็นค่าคะแนนดิบ ที่เป็น ทศนิยม 4 หลัก ยังไม่ผ่านการนับคะแนนเป็นจำนวนเต็ม ส่วน
จำนวนผู้ได้รับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมือง ใน (๕) มีลักษณะเป็นจำนวนเต็ม ที่ผ่านการนับคะแนนและจัดการรกับเศษทศนิยมให้เป็นจำนวนเต็มมาแล้ว


ดังนั้น ระหว่างวงเล็บ (๓) และ (๕) และอีกคู่คือ (๔) และ (๕) จึงไม่มีความต่อเนื่องกัน จำเป็นต้องนำไปคิดคำนวณในรายละเอียดตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ยึดตาม พระราชบัญญัติประกอบการเลือกตั้ง

สิ่งที่ถูกมองข้ามไป ก็คือกระบวนการอย่างหนึ่ง ที่จะเปลี่ยนให้เลขทศนิยมจาก (๓) หรือ (๔)ให้เป็นจำนวนเต็ม ก่อนที่จะดำเนินการต่อใน (๕)

กระบวนการนั้นก็คือ "การนับคะแนน"

การนับคะแนน หลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณ การคิดอัตราส่วน 
และการประกาศผลการเลือกตั้ง ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
"การนับคะแนน" ถูกเขียนอยู่ในรัฐธรรมนูญมาตรา ๙๑ แต่ไม่ได้ถูกเรียงไว้เป็นข้อๆ
"การนับคะแนน" เป็นกระบวนการที่จำเป็นต้องทำ เพื่อเปลี่ยนเลขทศนิยมจาก (๓) หรือ (๔) ให้เป็นจำนวนเต็ม เพื่อดำเนินการต่อใน (๕)
"การนับคะแนน" เป็นกระบวนการที่ไม่ได้อยู่ภายใต้ (๓) หรือ (๔) หรือ (๕)
"การนับคะแนน" ในกฎหมายลูก คือ มาตรา ๑๒๘(๔) และ ๑๒๘(๖)


สรุปกระบวนการหา สส บัญชีรายชื่อ ตามกรอบของ รธน มาตรา ๙๑ โดยย่อ

กรณีไม่มี OverHang : (๑) หาคะแนนเฉลี่ย-> (๒) หาสส พึงมี -> (๓) หา สส บัญชีรายชื่อจะได้รับ-> (นับคะแนน) -> (๕) สรุปผล
กรณี OverHang : (๑) หาคะแนนเฉลี่ย-> (๒) หาสส พึงมี -> (๓) หา สส บัญชีรายชื่อจะได้รับ-> (๔) เทียบบัญญัติไตรยางค์ -> (นับคะแนน) -> (๕) สรุปผล


การนับคะแนนนั้น มีโอกาสที่จะทำให้พรรคการเมืองได้รับ จำนวน สส มากกว่า สส พึงมีได้ ยกตัวอย่างเช่น

สมมติว่า มี สส ใน สภาจำนวน 500 คน มีพรรคการเมืองทั้งหมด 2 พรรค จากตัวอย่างนี้ พรรค A จะได้รับ สส 251 คน ซึ่งมากกว่าจำนวน สส พึงมี ดังนั้น ความเห็นของนักวิชาการที่ยึดติดกับข้อจำกัดที่ว่า จำนวน สส ที่ได้รับจะต้องมีค่าไม่เกินจำนวน สส พึงมี จึงไม่น่าจะถูกต้อง

ดังนั้น ในกรณีที่ มี Overhang พรรคที่มี สส พึงมีต่ำกว่า 1 หลังจากดำเนินการตาม รธน มาตรา ๙๑ (๔) เสร็จสิ้นแล้ว ก็มีโอกาสได้รับ สส จากเศษได้เช่นกัน ในขั้นตอนการนับคะแนน โดยไม่ขัดกับมาตรา ๙๑ ในรัฐธรรมนูญ

กกต ประกาศว่า วิธีการคำนวณ สส บัญชีรายชื่อ มีอยู่สูตรเดียวเท่านั้น และมีวิธีคิดคำนวณ มาก่อนที่จะถูกเขียนเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญ และกฎหมายลูก จึงเป็นไปไม่ได้ว่า กฎหมาย และวิธีคิดที่ถูกต้อง จะมีความขัดแย้งกัน หากมีการตีความกฎหมายไปได้หลายทาง การตีความที่น่าจะถูกต้องที่สุด ย่อมเป็นการตีความที่ไม่ทำให้เกิดข้อขัดแย้งระหว่างวิธีคิดที่ถูกต้องกับข้อกฎหมาย และการตีความกฎหมายให้ขัดกับวิธีคิดคำนวณที่ถูกต้อง ย่อมจะเป็นการตีความที่ผิดพลาด การตีความของผู้ไม่เห็นด้วยกับสูตรของกกตในขณะนี้นั้น ตีความว่าการจัดสรรตาม ๙๑(๔) เป็นการจัดสรร สส บัญชีรายชื่อ จนถึงขั้นสุดท้ายเป็นจำนวนเต็ม แต่ที่จริงแล้ว ๙๑(๔) เป็นการจัดสรร สส บัญชีรายชื่อ ตามอัตราส่วน เพื่อให้ผลรวมของจำนวน สส บัญชีรายชื่อ เท่ากับ 150 เพื่อแก้ปัญหา Overhang เท่านั้น

ทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนตัวนะครับ รอลุ้นกันวันที่ 9 พฤษภา ขอให้ทุกฝ่ายยอมรับในกฎกติกา ให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้าด้วยดี

ฟัง รองศาสตราจารย์ ทวีศักดิ์ สูทกวาทิน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์กับรายการ เจาะลึกทั่วไทย เกี่ยวกับ รัฐธรรมนูญ มาตรา 91(4) และ พรป 128(5) 9 เม.ย. 2562



ฟัง ศ ดร. อุดม รัฐอมฤต อดีตกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์กับรายการ News Hour ช่อง News1 เกี่ยวกับ การคำนวณ สส ปาร์ตี้ลิสต์

     ขอบคุณทุกท่าน ที่อ่านมาถึงตรงนี้ ความจริงแล้ววิธีการคำนวณ สส บัญชีรายชื่อ ของรัฐธรรมนูญนี้ เป็นเพียงคณิตศาสตร์พื้นๆ บวก ลบ คูณ หาร เทียบบัญญัติไตรยางค์ หาอัตราส่วนคะแนน แล้วแปลงเป็นจำนวนเต็ม ที่มีค่าใกล้เคียงกับค่าจริงที่เป็นทศนิยม หลักมันมีอยู่แค่นั้นจริงๆ แต่เมื่อถูกเขียนเป็นภาษากฎหมาย และเกี่ยวพันกับผลประโยชน์ทางการเมือง ก็เลยทำให้ถูกตีตวามบิดเบือนไปด้วยกิเลสแห่งความกระหายอำนาจ หวังว่าบทความนี้จะช่วยจุดเทียนแห่งปัญญา ปกป้องนำพาบ้านเมืองให้พ้นจากวิกฤตทางการเมือง ด้วยนะครับ

สุดท้าย ของ สุดท้าย หากคุณผู้อ่านเห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์ โปรดช่วยกดไลค์กดแชร์ เป็นกำลังใจให้ผมด้วยครับ




กลับด้านบน